งานประเพณีปอยส่างลอง มีบ่อเกิดประเพณีว่า เมื่อครั้งพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าได้ขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อจะเสด็จกลับลงมาเมืองมนุษย์ ก็มีเทพ 4 ตนเป็นเทวดา 2 ตน นางฟ้า 2 ตน ลงตามมาด้วย เพราะอยากเห็นบ้านเมืองของมนุษย์มาก เนื่องจากว่าคิดว่าบ้านเมืองมนุษย์นั้น ต้องสนุกสนานมาก เพราะจะมีงานต้อนรับพระมารดาของพระพุทธเจ้า ดังนั้น เทพทั้งสี่จึงได้แต่งกายสวยงาม สวมชฎามงกุฎ แล้วได้ฟ้อนรำร่วมกันกับมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้ามีงานปอยส่างลอง จึงให้ส่างลอง แต่งกายอย่างสวยงาม มีการนำชฎามาสวมใส่ให้แก่ผู้บวชอย่างสวยงาม ตามที่ตำนานได้กล่าวมา

งานประเพณีปอยส่างลอง เพื่อทำการบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา โดยจะพบเห็นการจัดงานประเพณีปอยส่างลองกันมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และอำเภอปาย ชาวไทใหญ่ได้ร่วมกันสืบทอดงานประเพณีนี้มาเป็นเวลาช้านาน ดังปรากฏหลักฐานว่าประเพณีนี้ มีมาตั้งแต่มีการสร้างแปลงเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี เป็นประเพณีการบรรพชาหรือการบวชเณรของชาวไทใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างช้านาน (เปรียบได้ดังประเพณีบวชลูกแก้วของชาวล้านนา)

“การได้บวชส่างลองจะได้อานิสงส์ผลบุญสูงสุด” นี่คือความเชื่อของชาวไทใหญ่ ที่ได้สะท้อนออกมาผ่านงานประเพณี “ปอยส่างลอง” ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่งของชาวไทใหญ่ที่ได้ยึดถือปฏิบัติและสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกลายเป็นหนึ่งในประเพณีที่ทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

คำว่า “ปอยส่างลอง” เป็นภาษาไทใหญ่ “ปอย” แปลว่า งาน เช่นงานปอยเหลินสิบเอ็ด ปอยจ่าตี่ “ส่าง” เพี้ยนมาจาก สางหรือขุนสาง หมายถึง พระพรหม หรืออีกความหมายหนึ่งมาจากคำว่าเจ้าส่าง ซึ่งหมายถึงสามเณร ส่วนคำว่า “ลอง” มาจาก “อลอง” หมายถึง พระโพธิสัตว์ หรือหน่อพุทธางกูร (หน่อเนื้อเชื้อไขพระพุทธเจ้า) หรือราชบุตร


#ปอยส่างลอง ถือคติในการบวชเณรที่เลียนแบบพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกผนวช ดังนั้นการกระทำทุกอย่างในช่วงที่เป็นส่างลองก็จะเสมือนว่าเป็นการปฏิบัติต่อกษัตริย์ หรือบางพื้นที่ก็เปรียบส่างลองเป็นดังเจ้าชายองค์น้อย ด้วยเหตุนี้จึงต้องแต่งกายส่างลองกันให้สง่างามเต็มยศ โดยมีการแต่งกายส่างลองตามแบบกษัตริย์พม่าโบราณ นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อมีชายเชิงงอนปักดิ้นไหม ประดับด้วยเพชรนิลจินดาทั้งสร้อย กำไล และแหวน ศีรษะโพกด้วยผ้าแพรและประดับด้วยดอกไม้ (หรือสวมมงกุฎ หรือ ชฎายอดแหลมที่มีในบางพื้นที่ ขณะที่บนเครื่องประดับศีรษะส่างลองหลาย ๆ คน จะมี “จ้อง” ซึ่งเป็นมวยผมของผู้หญิง (ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้อง) ที่ต้องการร่วมรับบุญไปกับส่างลอง จึงได้เก็บรักษาดูแลเส้นผมไว้เป็นอย่างดี เป็นเวลายาวนานหลายปี ก่อนจะตัดมัดเป็นจ้องนำไปไว้บนเครื่องโพกหัวของส่างลองเพื่อขอร่วมรับในกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
นอกจากนี้ยังต้องมีคนคอยกางร่ม หรือ “ทีคำ” หรือร่มทองคำกางกันแดดให้ ที่สำคัญคือจะต้องมี “ตะแปส่างลอง” หรือ “ตะแป” เป็นพี่เลี้ยงส่วนตัวคอยดูแลส่างลองอย่างใกล้ชิด พร้อมให้เด็กขี่คอไปตลอดไม่ยอมให้เท้าเด็กแตะพื้นดิน แม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ ตะแปก็ต้องให้เด็กขี่คอพาเข้าไป สำหรับผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นตะแปนั้น ต้องเป็นผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคยกับส่างลองเป็นอย่างดี และพ่อแม่ของเด็กก็ไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมากถึงให้รับทำหน้าที่อันมีเกียรตินี้ เรื่องนี้สันนิษฐานว่าเป็นกุศโลบายเพื่อป้องกันไม่ให้ส่างลองซึ่งยังเป็นเด็กน้อยซุกซนจนได้รับอันตรายก่อนที่จะได้บวชเรียน รวมถึงข้าวของเครื่องประดับบนตัวส่างลองนั้นล้วนเต็มไปด้วยของมีค่ามากมาย จึงจำเป็นต้องมีตะแปเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลป้องกันไม่ให้คนมาลักขโมย หรือคอยเป็นหูเป็นตาเวลาที่เด็กอาจเผลอพลั้งทำสิ่งของเครื่องประดับตกหล่นไป
ประเพณีปอยส่างลองนิยมจัดกันเป็นเวลา 3-7 วัน แล้วแต่เจ้าภาพจะกำหนด และแล้วแต่กำลังทรัพย์ของผู้เข้าร่วมบวช โดยปัจจุบันนิยมจัดกัน 3-4 วัน อย่างไรก็ดีตามความเชื่อดั้งเดิมของการจัดงานปอยส่างลองนั้น จะต้องมีพิธีต่างๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนบวชอยู่ 3 วันด้วยกัน ได้แก่

#วันแรก เป็น “วันฮับส่างลอง” หรือ “วันรับส่างลอง” หรือ “วันรับส่าง”
โดยตอนเย็นก่อนวันรับส่างลอง จะเป็นพิธีโกนผมส่าง ต่อจากนั้นในวันรุ่งขึ้น (วันรับส่าง) จะมีพิธีการอาบน้ำเงิน อาบน้ำทอง แต่งหน้าแต่งตัวกันตั้งแต่เช้ามืด (ตั้งแต่ตี 4 – ตี5) จากนั้นส่างลองทั้งหมดจะขึ้นขี่คอตะแปแห่ไปยังวัดเพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกราบคารวะขอขมาลาโทษศาลเจ้าเมือง รวมถึงต้องไปนมัสการพระผู้ใหญ่ในเมือง นอกจากนี้ส่างลองยังต้องไปเยี่ยมเยือนบ้านญาติเพื่อขอขมาลาโทษ ส่วนบ้านใดที่ส่างลองมาเยี่ยมก็จะถือว่าเป็นโชคเป็นบุญ จึงมีการเลี้ยงต้อนรับด้วยอาหารเครื่องดื่ม รวมทั้งมีการผูกข้อมือสู่ขวัญส่างลอง
#วันที่สอง คือ “วันข่ามแขก” หรือ“วันรับแขก” หรือ “วันแห่โควหลู่” (โคหลู่,คัวหลู่)
ในวันนี้จะมีพิธีสำคัญคือพิธีการแห่ขบวนโควหลู่ หรือการแห่เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารต่างๆ โดยญาติพี่น้องและผู้ที่มีศรัทธาจะมาร่วมกันถือร่วมกันหามเครื่องไทยธรรมเดินนำหน้าขบวนส่างลอง
จากนั้นก็จะเป็นขบวนของส่างลอง เมื่อเข้าขบวนได้บรรดาตะแปต่างก็เดินโยกย้ายไปตามจังหวะดนตรีของกลอง ฆ้อง ฉาบ ที่บรรเลงอย่างสนุกสนาน ทำให้ส่างลองหลาย ๆ คน นึกสนุกจึงออกลีลาร่ายรำบนคอม้าส่างลองตามไปด้วย ขณะที่ส่างลองบางคนก็ดูหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเกร็ง เมื่อม้าส่างลองโยกเขย่าตัวแรงเกินไป นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานที่มากไปด้วยสีสัน และความสนุกสนานเพลิดเพลิน
หลังจากขบวนแห่เสร็จ ในตอนเย็นจะมีการทำพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญรับส่างลอง และพิธี “กินผัก 12 หมี่” ซึ่งเป็นการเลี้ยงอาหารส่างลองด้วยกับข้าว 12 อย่าง (ภาษาไทใหญ่ ผัก แปลว่า กับข้าว หมี่ แปลว่า อย่าง) โดยพ่อแม่จะต้องป้อนข้าวและกับทั้ง 12 อย่างให้ครบ เริ่มจากผู้เป็นแม่ก่อน จากนั้นจึงจะเป็นพ่อ เมื่อทั้งพ่อและแม่ป้อนเสร็จแล้ว จากนั้นจึงให้ส่างลองกินข้าวเองจนอิ่ม
#วันที่สาม วันสุดท้ายเป็น “วันข่ามส่าง” หรือ “วันหลู่”
ซึ่งเป็นพิธีอันสำคัญก็คือการ “บรรพชาเป็นสามเณร” วันนี้บรรดาส่างลองจะเปล่งวาจาขอบรรพชากับพระอุปัชฌาย์ ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มจากชุดกษัตริย์มาเป็นจีวร สร้างความปลื้มปีติให้แก่พ่อแม่ และผู้ที่เข้ามาร่วมงานได้อิ่มบุญสุขใจกันอย่างถ้วนหน้า
ทุก ๆ ปี ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (และในพื้นที่อื่น ๆ) จึงมีการจัดงานประเพณีปอยส่างลองขึ้นในช่วงฤดูร้อน เดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอมภาคฤดูร้อน
กำหนดการจัดงาน ปอยส่างลอง ปี 2569
31 มีนาคม : วันโกนผมส่างลอง
1. เมษายน: วันรับส่างลอง ![]()
2. เมษายน: วันแห่ครัวหลู่ (เครื่องไทยทาน) (ขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่) ![]()
3. เมษายน: วันบรรพชาสามเณรและถวายเครื่องไทยทาน ![]()
ขอขอบคุณภาพจากเพจ : Sira Tuangchaipiti
ภาพถ่ายเมื่อ เมษายน ๒๕๒๓